วันอาทิตย์ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

การสร้างภาพเคลื่อนไหวแบบกำหนดเอง 2007

สร้างภาพเคลื่อนไหวแบบตามใจ ใน PowerPoint 2007
อีกหนึ่งวิธีสร้างภาพเคลื่อนไหว (Animation) ใน PowerPoint 2007
ความสามารถอีกอย่างหนึ่งของ PowerPoint ทุกๆ เวอร์ชั่น ก็คือการสร้าง Animation หรือทำให้ภาพของเราที่แสดงบน PowerPoint สามารถเคลื่อนไหวได้ ซึ่งคำสั่งเหล่านี้ จะอยู่ในหัวข้อ "Custom Animation" ถ้าเป็นเวอร์ชั่นเก่าๆ ที่ต่ำกว่า PowerPoint 2007 ส่วนใหญ่เราสามารถเรียกใช้คำสั่งนี้ได้ดังนี้ คือ คลิกขวาที่รูปภาพที่ต้องการทำ Animation จากนั้นคลิก Custom Animation แต่สำหรับ PowerPoint 2007 จะต่างกันมาก เนื่องจาก Microsoft มีการเปลี่ยนโฉมหน้าทั้งหมด คำสั่งต่างๆ จึงต้องเรียนรู้ใหม่อีกครั้ง ว่าเก็บอยู่ในหัวข้อไหน

อย่างไรก็ตามวันนี้จะแนะนำการสร้างภาพเคลื่อนไหว ไปตามเส้นทางที่เราต้องการ (เราเรียกว่า Motion Paths) เช่น ภาพจะเลื่อนจากจุด A ไปยังจุด B เป็นต้น ซึ่งเป็นอีกเทคนิคหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยรู้จัก หรือไม่ค่อนเข้าใจกัน

วิธีการสร้าง Animation ใน PowerPoint 2007
    1. คลิกเลือกรูปภาพที่ต้องการ
    2. คลิกแท็ป Animations  (ภาพเคลื่อนไหว)
    3. คลิก Custom Animation (ภาพเคลื่อนไหวกำหนดเอง) ด้านล่างของแท็ป Animations
    4. จะเห็นหน้าต่างคำสั่ง Custom Animation ด้านขวามือ
    5. คลิก Add Effect (เพิ่มลักษณะพิเศษ) เลือก Motion Paths (เส้นทางเคลื่อนที่)
    6. คลิกเลือก Draw Custom Paths (วาดเส้นทางแบบกำหนดเอง)
    7. เลือกหัวข้อ Scribble (การเขียน) ลูกศรหรือเคอร์เซอร์ จะเปลี่ยนเป็นรูปดินสอ
    8. ให้เขียนเส้นลากไปตามทางที่ต้องการ (ให้จิตนาการว่า จะให้ภาพวิ่งไปในแนวทางใด)
    จากนั้นปล่อยเม้าส์ ที่คลิกค้างไว้
    9. โปรแกรมจะแสดงภาพเคลื่อนไหวไปตามเส้นทางที่เราวาด ทดสอบโดย  
เรายังสามารถกำหนด ความเร็ว และ ลักษณะการเคลื่อนไหวเพิ่มเติมได้อีก ในหัวข้อปรับเปลี่ยนเส้นทางกำหนดเอง จ๊ะ
 




วันจันทร์ที่ 2 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

10 สุดยอดเทคนิคการนำเสนอ



ง่วงจังเลย แกมาบ่นอะไรแถวนี้จากการที่ได้นำบทความเรื่อง การนำเสนอ ช่วยหรือฉุด มาให้อ่านกัน หลายท่านก็สอบถามกันมาว่า "รู้แล้วว่ามันไม่ดี แต่ถ้าจะทำให้ดีๆ ทำอย่างไร?" คราวนี้ก็เลยขอนำ 10 สุดยอดเทคนิคการนำเสนอที่น่าจะเป็นหนทางช่วยเหลือให้ทุกท่านได้สร้างงานนำเสนอต่อที่ประชุม สัมมนา อย่างมีประสิทธิภาพ ให้ผู้ฟังติดตา ตรึงใจ ประทับใจไปอีกนาน ไม่ใช่ขึ้นไปบนเวทีเพื่อให้ถูกเชือด (เฉือนในใจ) ผู้ฟังเงียบสนิท (เพราะหลับกันถ้วนหน้า) มีวิธีการอย่างไร...?
ขอเสนอด้วยปัญหาที่พบเห็นกันเป็นประจำ ไม่ว่าจะเป็นในงานประชุม สัมมนาในระดับโรงเรียนหรือระดับชาติ และเสริมเพิ่มด้วยเทคนิคที่ควรจะนำไปแก้ไขให้เกิดประโยชน์ ลองติดตามดูว่าคุณเคยสัมผัสประสบการณ์เหล่านี้ ตอนที่นั่งดูการนำเสนองานหรือไม่? เริ่มจากข้อผิดพลาดเบาๆ ไปสู่ข้อผิดพลาดที่ทำให้หน้าแตกมากที่สุดกันเลย...
10) เลือกใช้สีสันฉูดฉาดแบบลูกกวาด
คุณผู้สร้างงานนำเสนอคงชอบแบบนี้แน่ (ถึงได้ทำออกมาไง?) แต่ไม่ใช่ในมุมมองของผู้ชมที่นั่งอยู่ตรงหน้า ควรหลีกเลี่ยงการจับคู่สีที่แปลกประหลาด อย่างเช่น จับคู่สีส้มกับสีฟ้า สีเขียวกับสีแดง เอาง่ายๆ สีตรงข้ามในวงล้อของสีที่เราเรียนศิลปะนั่นแหละ
เคล็ดลับข้อที่ 10
ความเข้มสีที่เหมาะสมกับพื้นหลังเป็นสิ่งจำเป็นที่ทำให้อ่านข้อความของคุณได้ง่าย
  • ข้อความสีเข้มบนพื้นสีอ่อน เป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด เลือกใช้สีโทนสีเบจหรือสีพื้นหลังแบบอ่อน ซึ่งช่วยให้สายตารับภาพได้ดีกว่าการใช้สีขาวล้วน การใช้พื้นหลังสีเข้มก็เหมาะกับการใช้สีตัวอักษรที่อ่อนเช่นกัน
  • การเลือกใช้พื้นหลังแบบมีลวดลายทำให้อ่านข้อความได้ยาก
  • เลือกโทนสีให้สอดคล้องกัน
9) ซูม ซูม - ใส่แอนิเมชั่นสุดหวือหวา
คุณอาจมองว่า การเลือกใช้ภาพแอนิเมชั่นและเอฟเฟคเลียงนี่มันสุดเจ๋งจริงๆ และคุณก็ใช้ในงานนำเสนอของคุณมากกว่า 85% โดยหวังว่าจะประทับใจผู้ชมงานด้วยความสามารถพิเศษแบบนี้ แต่บางทีมันก็มีข้อยกเว้น เพราะผู้ชมงานของคุณอาจจะไม่รู้ว่าต้องมองไปที่จุดไหนในงานนำเสนอของคุณ และท้ายที่สุดก็ลืมไปว่าคุณกำลังเสนออะไรอยู่ด้วยซ้ำไป
เคล็ดลับข้อที่ 9
ภาพเคลื่อนไหวแอนิเมชั่นและเอฟเฟคเสียง ถ้าใช้ให้ดีก็มีประโยชน์ ช่วยดึงดูดความสนใจได้สุดๆ แต่อย่าใช้มันเพื่อทำให้ผู้ชมของคุณสมาธิหลุดไปจากเนื้อหาซะก่อน เพราะใช้ของดีๆ เหล่านี้มากเกินไป ออกแบบงานนำเสนอของคุณด้วยแนวความคิดที่ว่า “น้อยแต่มาก Less is more” อย่าปล่อยให้ผู้ชมงานของคุณสับสนด้วยการใช้แอนิเมชั่นแบบมากเกินขนาด
8) มีเท่าไหร่ใส่เข้าไปให้หมด...!!!
การไปเที่ยวพักร้อนของคุณช่างสุดวิเศษ คุณเลยถ่ายภาพสวยๆ มาอวดเพื่อนๆ กว่า 500 ภาพ กลับมาทำเป็นอัลบั้มสวยงาม หวังว่าเพื่อนๆ คุณจะประทับใจกับทริปของคุณแน่นอน แต่หลังจากผ่านไป 100 สไลด์แรก คงมีเสียงกรนจากเพื่อนของคุณดังขึ้นมาแน่ๆ
เคล็ดลับข้อที่ 8
ทำให้มั่นใจว่าผู้ชมงานของคุณโฟกัสอยู่ที่งานของคุณด้วยการจำกัดจำนวนสไลด์ให้น้อยที่สุดเท่าที่จำเป็น ประมาณ 10-12 ไสลด์ (ที่สุดเจ๋ง) ก็เพียงพอแล้ว
7) แม่แบบงานนำเสนอดีเยี่ยม เมื่อใช้อย่างถูกต้อง
ถ้าคุณเคยได้ยินว่าสีฟ้าเป็นสีที่ดีสำหรับแม่แบบงานนำเสนอ บังเอิญเจอแม่แบบงานนำเสนอแสนสวยในอินเตอร์เนตที่เป็นรูปวิวชายหาด น้ำคือสีฟ้าใช่ไหม? โชคร้ายจังเลย ที่งานนำเสนอของคุณกลายเป็นเครื่องมือชิ้นใหม่ชั้นเยี่ยมที่ถูกนำไปแสดงในงานประชุมช่างไม้แทน
เคล็ดลับข้อที่ 7
เลือกแม่แบบ (Template) งานนำเสนอซึ่งเหมาะสมกับกลุ่มผู้ชม สะอาดและแบบที่ตรงไปตรงมาเหมาะมากสำหรับการนำเสนองานเชิงธุรกิจ สำหรับกลุ่มเด็กๆ ก็เหมาะกับงานนำเสนอที่เป็นสีสันฉูดฉาดและมีรูปร่างที่หลากหลาย
6) เลือกฟอนต์แบบห่วยๆ
นอกจากจะตัวเล็กแล้ว ยังไปเลือกฟอนต์แบบลายมือ เล่นหางซะหยดย้อย คงยอดเยี่ยมแน่ๆ ถ้าผู้ฟังของคุณนั่งห่างจากจอภาพแค่ 18 นิ้ว แต่เพราะนั่นคุณลืมนึกถึงสุภาพสตรีที่นั่งห่างออกไปหลังห้องกว่า 20 เมตร ซึ่งอ่านฟอนต์แบบนี้ไม่ออกเลย
เคล็ดลับข้อที่ 6
จำไว้ว่าควรเลือกใช้ฟอนต์ที่อ่านง่ายอย่าง Arial หรือ Times New Roman สำหรับภาษาอังกฤษ และเลือกฟอนต์อย่าง EucrosiaUPC, FreesiaUPC หรือ LilyUPC หลีกเลี่ยงการใช้ฟอนต์แบบลายมือซึ่งยากที่จะอ่านออกบนจอภาพ และไม่ควรใช้ฟอนต์ประกอบกันในสไลด์เกิน 2 แบบ โดยแบบแรกใช้กับหัวเรื่อง (Title) ส่วนอีกแบบใช้กับข้อความเนื้อเรื่อง และขนาดไม่ควรเล็กกว่า 30 pt เพื่อให้ผู้ชมงานที่นั่งด้านหลังมองเห็นได้ด้วยเช่นกัน
5) รูปภาพและกราฟใช้เพื่อเน้นจุดสำคัญเท่านั้น
คุณอาจเดาว่า เดี๋ยวไม่มีใครสังเกตว่าคุณไม่ได้ทำงานวิจัยเพียงพอในประเด็นที่นำเสนอ ถ้าคุณไม่ได้ใส่รูปภาพกับกราฟที่แสนซับซ้อนลงไปเยอะๆ เพื่อโชว์เพา(เวอร์)
เคล็ดลับข้อที่ 5
เวลาคือเงิน เป็นความจริงในโลกปัจจุบัน ไม่มีใครต้องการมานั่งเสียเวลาฟังการนำเสนอที่ไม่มีแก่นสารอะไร ใช้ภาพ แผนภาพและแผนภูมิเพื่อเน้นย้ำเฉพาะจุดสำคัญของการนำเสนอเท่านั้น ซึ่งช่วยสร้างจังหวะพักที่ดีให้กับการนำเสนอและสื่อที่ใช้นอกเหนือจากตัวอักษร และเมื่อใช้อย่างถูกที่ ถูกเวลา ยังช่วยยกระดับการนำเสนอด้วยการพูดของคุณให้น่าสนใจขึ้นอีก
4) ผู้ฟังมาเพื่อดูคุณ ไม่ใช่ดูสไลด์
หนึ่งในกลุ่มผู้ฟังพูดว่า มองไม่เห็นสไลด์ที่กำลังนำเสนอ คุณก็บอกผู้ฟังว่าคุณจะอ่านสไลด์ให้ฟัง และก็ดันทำอย่างนั้นไปตลอดการนำเสนอสลับกับการเงยหน้าขึ้นมองสไลด์ แต่ละสไลด์เต็มไปด้วยข้อความที่คุณจะพูดทั้งนั้น แล้วผู้ฟังจะมีคุณไว้ทำไม?
เคล็ดลับข้อที่ 4
สร้างเนื้อหาให้ง่าย ด้วยการใส่หัวข้อย่อย (Bullet) หน้าข้อความสำหรับข้อความสำคัญ จัดให้ข้อความสำคัญที่สุดอยู่ด้านบนของสไลด์เพื่อให้ง่ายต่อการอ่านในแถวถัดมา มุ่งไปที่หัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง และไม่ควรใช้หัวข้อย่อยเกินกว่า 4 ข้อต่อหนึ่งสไลด์ และที่สำคัญพูดกับผู้ฟังไม่ใช่พูด (บ่น) กับจอภาพ
3) T.M.I. ข้อมูลมากเกินไป
คุณรู้เรื่องราวมากมายเกี่ยวกับหัวข้อที่คุณจะนำเสนอ จึงใส่ข้อมูลมากเกินขนาด (T.M.I. = Too Much Information) จนพูดกระโดดสลับไปสลับมาอย่างเร็วเพื่อบอกเล่าสิ่งที่คุณรู้ทั้งหมด จนผู้ฟังแทบจะฟังไม่ทัน
เคล็ดลับข้อที่ 3
จงใช้เทคนิค K.I.S.S. (Keep It Silly Simple) หรือ “ทำมันให้ง่ายเข้าไว้” เมื่อออกแบบการนำเสนอของคุณ ยึดอยู่กับประเด็นเพียงสามหรืออย่างมากสี่ประเด็น เกี่ยวกับหัวข้อนั้นและอธิบายขยายความ ผู้ฟังน่าจะจับประเด็นได้มากกว่า
2) อุปกรณ์ไม่ทำงาน
ผู้ฟังนั่งประจำที่ คุณพร้อมที่จะนำเสนอ และทายสิว่าเกิดอะไรขึ้น? โปรเจคเตอร์ไม่ทำงาน และคุณก็ไม่ได้ตรวจสอบมันก่อน ตายละวา...!!!
เคล็ดลับข้อที่ 2
ตรวจอุปกรณ์และเครื่องมือทุกอย่าง และอย่าลืมซักซ้อมการนำเสนอของคุณ โดยการใช้โปรเจคเตอร์มาเป็นระยะเวลาหนึ่งก่อนการเริ่มนำเสนอจริง ถ้าเป็นไปได้ ตรวจสอบแสงสว่างและไฟในห้องนำเสนอก่อนถึงเวลา และทำให้มั่นใจว่าคุณรู้วิธีทำให้ไฟสลัว หากห้องนั้นสว่างเกินไป
และข้อผิดพลาดอันดับหนึ่งของผู้นำเสนอที่มักทำผิดคือ...
1) คุณไม่รู้ว่าคุณพูดเรื่องอะไร?
คุณจำเนื้อหาหรือสิ่งที่คุณจะพูดได้ เพราะมันอยู่บนจอแล้ว แต่มีใครบางคนยกมือถามคุณ ความตกใจสับสนเริ่มย่างกรายเข้ามา คุณไม่ได้เตรียมตัวเพื่อตอบคำถามนี้ และสิ่งที่คุณรู้ทั้งหมดคือสิ่งที่อยู่บนสไลด์เท่านั้น (ว้าว...!!)
เคล็ดลับข้อที่ 1
ไม่มีสิ่งใดจะลดความน่าเชื่อถือของคุณได้มากเท่ากับการเป็นผู้นำเสนอที่ไม่รู้รายละเอียดในสิ่งที่คุณต้องพูดอีกแล้ว  การรู้จักเรื่องของคุณอย่างดี ทำให้คุณสามารถนำเสนอผลงานได้โดยไม่จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์เสริมแบบอิเล็กโทรนิกส์อย่าง PowerPoint ก็ได้ ใช้เฉพาะคำและประเด็นสำคัญเพื่อให้เกิดความน่าสนใจ และเตรียมพร้อมสำหรับคำถามและคำตอบด้วย
บทส่งท้าย
การเป็นผู้นำเสนอที่ดีนั้นจำเป็นต้องสามารถดึงดูดผู้ฟังได้ และรู้เรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่จะพูดได้เป็นอย่างดี พยายามทำให้การนำเสนอสั้นกระชับและประกอบด้วยข้อมูลที่จำเป็น ใช้อุปกรณ์เสริมอิเล็กทรอนิกส์อย่าง PowerPoint เพื่อเสริมจุดสำคัญของการนำเสนอ ไม่ใช่เป็นสิ่งค้ำยันการนำเสนอ จำไว้ว่า สไลด์โชว์ไม่ใช่การนำเสนอ คุณต่างหากคือการนำเสนอ

ความรู้พื้นฐานการนำเสนอข้อมูล


     
          โดยปกติการเก็บรวบรวมข้อมูล มักจะได้ข้อมูลตามรูปแบบของการเก็บข้อมูลนั้นๆ ทำให้ข้อมูลที่ได้อาจไม่เป็นระเบียบ การนำข้อมูลเหล่านั้นมาใช้อาจทำได้ยาก วิธีการแก้ไขปัญหานี้คือการนำข้อมูลนั้นๆ มาจัดให้เป็นระเบียบ เพื่อให้มองเห็นลักษณะสำคัญของข้อมูลชัดเจนขึ้น เห็นความสัมพันธ์กันในกลุ่มข้อมูลตามความต้องการของผู้ใช้ข้อมูล สามารถอ่านข้อมูลได้ง่าย และสามารถทำความเข้าใจได้รวดเร็วและน่าสนใจมากยิ่งขึ้น เราเรียกกระบวนการดังกล่าวนี้ว่า การนำเสนอข้อมูล (Data Presentation)
          การนำเสนอข้อมูล เป็นการนำเอาข้อเท็จจริง ข้อมูล รายละเอียดต่างๆ ที่เก็บรวบรวมข้อมูลมาจัดให้เป็น ระเบียบ เพื่อมุ่งที่ให้ผู้ใช้ข้อมูลมองเห็นลักษณะสำคัญ ของข้อมูลเหล่านั้น และสามารถอ่านรายละเอียด หรือเปรียบเทียบข้อเท็จจริง ข้อมูล รายละเอียดเหล่านั้นได้อย่างถูกต้อง รวดเร็ว และตรงตามความต้องการ ของผู้ใช้ข้อมูล อาจกล่าวได้ว่า วัตถุประสงค์สำคัญของการนำเสนอข้อมูลก็เพื่อจะนำข้อมูลที่เก็บรวบรวมได้ มาเสนอหรือเผยแพร่ให้ผู้สนใจข้อมูลนั้นๆ ทราบ หรือ สามารถนำข้อมูลไปใช้ประโยชน์ในด้านต่างๆ ได้
          การนำเสนอข้อมูลเป็นขั้นตอนในการเตรียมข้อมูลให้พร้อมสำหรับ การวิเคราะห์และการแปลความหมาย สรุปผลข้อมูล เพื่อนำสารสนเทศนั้นไปใช้ใน การตัดสินใจสำหรับการทำงานต่อไป รวมถึงการเลือกวิธีการวิเคราะห์ข้อมูลจากรูปแบบและลักษณะสำคัญของข้อมูลนั้นๆ ได้ถูกต้องอีกด้วย โดยทั่วไปการนำเสนอข้อมูลอาจทำได้ใน 2 ลักษณะใหญ่ๆ คือ
          1. การนำเสนอข้อมูลอย่างไม่เป็นแบบแผน (informal presentation) หมายถึง การนำเสนอข้อมูลที่ไม่มีกฎเกณฑ์ หรือแบบแผนที่แน่นอนตายตัว เป็นการอธิบายลักษณะของข้อมูลตามเนื้อหาข้อมูล ที่นิยมใช้มีสองวิธีคือ การนำเสนอข้อมูลในรูปบทความหรือข้อความเรียง และการนำเสนอข้อมูล ในรูปบทความกึ่งตาราง
          2. การนำเสนอข้อมูลอย่างเป็นแบบแผน (formal presentation) หมายถึง การนำเสนอข้อมูลที่มีกฎเกณฑ์ซึ่งจะต้องปฏิบัติตามมาตรฐานที่กำหนดไว้เป็นแบบอย่าง การนำเสนอข้อมูลประเภทนี้ที่นิยมคือ การนำเสนอข้อมูลในรูปตาราง การนำเสนอข้อมูลในรูปกราฟหรือแผนภูมิ 

การใช้ PowerPoint อย่างมีประสิทธิภาพ



1.       ให้ความสำคัญกับการนำเสนอของคุณเอง ความง่ายในการใช้งาน PowerPoint นั้นบางครั้งอาจจะเป็นศัตรูตัวฉกาจที่สุดก็เป็นได้ แม้ว่าคุณจะสามารถสร้างแผ่นงานที่เตะตาและน่าดึงดูดใจเพียงใดก็ตาม อย่าลืมว่า PowerPoint นั้นก็ไม่สามารถทำหน้าที่ของมันได้ด้วยตนเองเพียงอย่างเดียว ผู้ฟังทุกคนล้วนแต่เข้ามาเพื่อฟังคุณพูด ไม่ใช่แค่มองภาพที่ฉายขึ้นจอเพียงอย่างเดียว คุณควรสร้างแผ่นงาน PowerPoint ที่น่าสนใจควบคู่ไปกับการใช้บทพูดที่น่าสนใจไม่แพ้กัน “PowerPoint ไม่ใช่โปรแกรมนำเสนอผลงาน มันเป็นแค่โปรแกรมสร้างสไลด์งานเท่านั้น” Matt Thorhill ประธานของ Audience First ซึ่งเป็นบริษัทซึ่งให้การอบรมด้านการนำเสนอผลงานจำไว้เสมอว่าคุณสร้างสไลด์พวกนั้นเพื่อใช้เสริมการนำเสนอผลงานด้วยการพูด
2.       ทำพรีเซนเทชั่นแบบง่ายๆ เราทุกคนคงเคยเห็นแผ่นงาน PowerPoint และงานนำเสนออื่นๆที่ผู้พูดดูเหมือนกับจะหลงเสน่ห์ของโปรแกรมนั้นๆ เราแทบจะเห็นได้ทันทีเลยว่าเขานั้นสนุกไปกับการใช้เอฟเฟคต์และลูกเล่นต่างๆ ในโปรแกรมเท่าที่จะหาได้ ทว่างาน PowerPoint ที่มีประสิทธิภาพนั้นกลับขึ้นกับความเรียบง่ายมากกว่า การใช้แผนภูมิที่ดูง่ายและการใช้ภาพที่สะท้อนให้เห็นถึงสิ่งที่ผู้พูดต้อง การนำเสนอ บางคนถึงกับเสนอว่าไม่ควรใช้คำพูดมากกว่าห้าคำต่อบรรทัด และห้าบรรทัดต่อสไลด์ ด้วยซ้ำ Kerr กล่าวว่าอย่าทำให้งานเสียด้วยการใช้คำพูดและกราฟิคมากเกินไป...คุณจำเป็นต้องใส่ ทุกอย่างลงไปบนจอเลยหรือไง
3.       เลี่ยงการใช้ตัวเลขเยอะๆ กับดักของ PowerPoint อย่างหนึ่งคือความสามารถในการสื่อความคิดและข้อสรุปต่างๆของผู้พูดอย่างรวบ รัด นี่เป็นสิ่งที่ทำได้ยากอย่างยิ่งหากคุณใช้ตัวเลขและสถิติมากมายบนสไลด์ ในทางกลับกัน สไลด์ PowerPoint ที่ดีไม่ควรแสดงรายละเอียดตัวเลขและข้อมูลมากมายให้ผู้ชมดู แต่ควรจะเก็บข้อมูลรายละเอียดเหล่านี้ไว้ภายหลังเช่นในเอกสารแจกหลังจบ
การบรรยาย แต่หากคุณจำเป็นต้องนำเสนอข้อมูลเขิงสถิติต่างๆด้วย
PowerPoint ลองหันมาใช้
กราฟิคหรือภาพต่างๆเพื่อสื่อประเด็นแทน
4.       อย่าพูดตามสไลด์ หนึ่งในนิสัยเสียที่พบบ่อยที่สุดของผู้ที่นิยมใช้ PowerPoint ก็คือการอ่านข้อมูลตามที่เขียนไว้บนแผ่นสไลด์ให้ผู้ร่วมบรรยายฟัง ซึ่งนี่ไม่เพียงทำให้การบรรยายดูซ้ำซากจำเจ หากไม่นับแค่การคลิกเมาส์ไปเรื่อยๆ มันดูไม่จำเป็นที่คุณจะต้องอยู่ที่นั่นด้วยซ้ำ ซึ่งมันทำให้แม้แต่ PowerPoint ที่สวยงามและดึงดูดตาน่าเบื่อได้สุดๆ PowerPoint นั้นทำงานได้ดีที่สุดเมื่อใช้ควบคู่ไปกับการเน้นย้ำจุดสำคัญเพื่อการเสริม หรือแลกเปลี่ยนทัศนะ แทนที่จะเป็นการเลียนแบบหรือพูดตามสิ่งที่มีอยู่แล้วบนจอและแม้ว่าคุณจะใช้ PowerPoint การสบตากับผู้ฟังบรรยายก็เป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้” Roberta Prescott แห่งบริษัท Presscott Group กล่าวคนฟังเขาไม่ได้มานั่งดูคุณหันหลังให้เฉยๆหรอก
5.       พูดให้พอดีกับจังหวะ กับดักอีกอย่างที่หลายคนคาดไม่ถึงคือการบรรยายที่พอดีกับการเปลี่ยนสไลด์ แผ่นใหม่ การทำเช่นนี้ทำให้ผู้ฟังบรรยายถูกเบนความสนใจได้ การนำเสนอผลงานด้วย PowerPoint ที่ดีนั้นคือการนำเสนอแผ่นสไลด์ใหม่ก่อน จากนั้นรอสักครู่หนึ่งให้ผู้ฟังได้อ่านและทำความเข้าใจข้อความในสไลด์ แล้วจึงค่อยพูดตามเพื่อเสริมหรือขยายความสิ่งที่ปรากฏอยู่บนหน้าจอมันเป็นเรื่องของการกะจังหวะ” Kerr กล่าวอย่าพูดทับไปพร้อมๆกับเสนอสไลด์ของตัวเอง
6.       ให้ผู้ฟังได้พักบ้าง สิ่งที่ทำให้ PowerPoint ต่างจากผลิตภัณฑ์อื่นๆในกลุ่มของ Office Small Business ก็คือ PowerPoint นั้นจะมีประโยชน์สูงสุดเมื่อใช้เป็นสื่อทางสายตาควบคู่กับการพูด คนที่เชี่ยวชาญในการใช้งาน PowerPoint นั้นไม่อายเลยที่จะปล่อยให้หน้าจอสไลด์ว่างเปล่าบ้างเป็นครั้งคราว เพราะนั่นไม่เพียงช่วยให้ผู้ฟังบรรยายได้พักสายตาเท่านั้น แต่ยังช่วยในการดึงความสนใจของผู้ร่วมบรรยายมายังจุดอื่นๆ เช่น การพูดแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน หรือการถามตอบ เป็นต้น
7.       เลือกใช้สีสันที่สดใส การเลือกใช้สีสันที่ตัดกันระหว่างคำพูด กราฟิค รวมถึงภาพพื้นหลังนั้นใช้ได้ดีสำหรับการสื่อข้อความหรืออารมณ์ต่างๆ
8.       ใช้ภาพและกราฟิคจากที่อื่นๆ อย่าจมอยู่แต่กับการเลือกใช้สิ่งต่างๆที่มีใน PowerPoint เพียงอย่างเดียว ลองเลือกใช้ภาพและกราฟิคต่างๆจากที่อื่นๆบ้าง รวมถึงวิดิโอด้วยบ่อยครั้งที่ฉันมักจะใส่คลิปวิดิโอสั้นๆ หนึ่งหรือสองคลิปไว้ในพรเซนเตชันด้วย” Ramon Ray ผู้ให้คำปรึกษาด้านเทคโนโลยีจากนิวยอร์คกล่าว มันช่วยทั้งเพิ่มความสนุก สื่อความหมายที่เราต้องการ และช่วยสร้างความรู้สึกเป็นกันเองด้วย
9.       แจกเอกสารหลังจบพรีเซนเตชันเท่านั้น หลายคนอาจจะเห็นไม่ตรงกับผมในจุดนี้ แต่ผมเชื่อว่าไม่มีผู้บรรยายคนไหนที่อยากจะพูดคุยกับคนที่วุ่นอยู่กับการ อ่านเอกสารสรุปใจความการนำเสนอของตนเอง เว้นเสียแต่เป็นเรื่องจำเป็นที่ผู้ฟังจะต้องทำตามเอกสารแจกระหว่างการนำเสนอ ควรรอให้จบพรีเซนเตชันก่อนเท่านั้น จึงค่อยแจกเอกสารให้ผู้เข้าฟัง
10.   แก้ไขงานอย่าลังเลก่อนขึ้นบรรยาย อย่าลืมพิจารณางานของคุณจากมุมมองผู้ฟัง เมื่อใดก็ตามที่คุณเสร็จจากการวางโครงร่างของสไลด์ PowerPoint ลองจินตนาการตัวเองเป็นผู้ฟังคนหนึ่งที่เข้ารับฟังการบรรยายของคุณ หากมีบางสิ่งที่ดูไม่เข้าท่า สับสน หรือดึงความสนใจของผู้ฟัง ก็แก้ไขมันเสียใหม่อย่าลังเล เพราะนี่จะทำให้การนำเสนอผลงานของคุณดีขึ้นกว่าเดิมมากกว่าจะทำให้แย่ลง